Pre Next
 
ไฟเขียวธปท.ลงทุนหุ้น ‘วิรไท’ เล็งทยอยใส่เงินไม่เกิน 3-4% ปิดเสี่ยงรับตลาดผวน
 
 

           แบงก์ชาติเดินหน้าขยายการลงทุนในหุ้น รับมือภาวะตลาดโลกผันผวน-ปิดความเสี่ยง หลังครม.ไฟเขียวอนุมัติ เหลือรอกฤษฎีกา/สนช.รับร่าง คาดเบื้องต้นลงทุนไม่เกิน 3-4% จากทุนสำรอง 1.10 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ยันพิจารณารอบคอบก่อนลงทุน ลั่น 5 ปีอยากเห็นแบงก์ไทยสยายปีกในภูมิภาค

          ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการแก้กฎหมายพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ธนาคารแห่งประเทศไทย ปี 2551 ในการขยายขอบเขตการลงทุนของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ให้สามารถลงทุนในตราสารทุน หรือหุ้นได้ จากเดิมที่กำหนดให้ลงทุนเฉพาะตราสารหนี้ พันธบัตร สกุลเงินตราต่างประเทศ และทองคำ

          อย่างไรก็ตามการแก้ไขพ.ร.บ.ดังกล่าว เป็นการแก้ไขเฉพาะในส่วนของ พ.ร.บ.ธปท.ที่เป็นในส่วนกิจการธนาคารเท่านั้น ไม่ได้เป็นการแก้ไขในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพ.ร.บ.เงินตราอย่างใด และเป็นขยายขอบเขตการลงทุนให้มีความหลากหลายมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับตลาดโลกและตลาดตราสารหนี้ สกุลเงินต่างๆ ที่มีแนวโน้มผันผวนเพิ่มมากขึ้นและสูงขึ้น

         “การขยายการลงทุนไปสู่ตราสารทุน จึงเป็นช่องทางการบริหารความเสี่ยงและการกระจายความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมือนที่ต่างประเทศใช้กัน อาทิ ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย สวิตเซอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ และนอร์เวย์ เป็นต้น โดยหลักการสำคัญจะกระจายความเสี่ยงในผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย และยังคงวัตถุประสงค์เน้นการลงทุนที่มีสภาพคล่องเป็นหลักเพื่อพร้อมที่จะนำมาใช้ได้ตลอดเวลา”

         ผู้ว่าการธปท. กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะที่สัดส่วนการลงทุนในหุ้นในช่วงแรก คาดว่าจะทยอยการลงทุนในระดับไม่เกิน 3-4% ของทุนสำรองเฉพาะในส่วนกิจการธนาคารที่มีอยู่ปัจจุบัน 1.10 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากปัจจุบันเงินทุนสำรองระหว่างประเทศทั้งหมดมีอยู่ 1.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งต้องพิจารณาตามภาวะอาจจะทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปภายใต้การบริหารความเสี่ยง และการบริหารสภาพคล่องระหว่างประเทศ

         ทั้งนี้ หลังจากครม.อนุมัติจะต้องผ่านขั้นตอนความเห็นชอบจากคณะกรรมการกฤษฎีกา, สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และจากนั้นจึงนำข้อกฎหมายที่ผ่านจากการเห็นชอบในข้างต้น เข้าสู่ที่ประชุมของคณะกรรมการธปท.เพื่อเห็นชอบ และกำหนดกรอบการลงทุนในตราสารประเภทต่างๆ ภายใต้การดูแลความเสี่ยงอย่างรอบด้าน ก่อนที่จะมีการนำทุนสำรองไปลงทุนในหุ้น ทั้งนี้ ยืนยันว่าการลงทุนทั้งหมดไม่ได้ต้องการ จัดตั้งเป็นกองทุนเพื่อความมั่งคั่งแต่อย่างใด

         อย่างไรก็ดีการขยายขอบเขตการลงทุนดังกล่าว เน้นการกระจายความเสี่ยงและปิดความเสี่ยง เพราะที่ผ่านมาจะเห็นว่าความเสี่ยงส่วนใหญ่จะอยู่ในสกุลเงินตราต่างประเทศไม่ใช่พันธบัตร หากเรามีหุ้นผสมอยู่ด้วยเล็กน้อยจะช่วยลดความเสี่ยงได้ เพราะโดยธรรมชาติสกุลเงินต่างประเทศจะมีความผันผวนประมาณ 10% ต่อปี ซึ่งผันผวนกว่าพันธบัตร และการลงทุนในหุ้นจะช่วยลดการกระจุกตัวความเสี่ยงของค่าเงิน

         ส่วนรายได้ลักษณะของหุ้นให้ผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตร แต่จะเห็นว่าเราไม่ได้ลงทุนเยอะ จึงไม่ได้ช่วยเรื่องรายได้แต่ช่วยเรื่องลดความเสี่ยง หรือการจัดพอร์ตอาจจะต้องดูภาพรวม เช่น บางปีผลตอบแทนอาจจะได้ 10% แต่ผลตอบแทนในพันธบัตรอาจจะติดลบ ซึ่งขึ้นอยู่กับช่วงจังหวะและเวลา”

         นอกจากนี้ ครม.ได้รับความเห็นชอบแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ระยะที่ 3 ตั้งแต่ปี 2559-2563 ภายใต้แนวคิด “แข่งได้ เข้าถึง เชื่อมโยง ยั่งยืน” โดยธปท.วางเป้าไว้ภายใน 5 ปี จะต้องมีสถาบันการเงินของไทย 1 แห่ง สามารถยกระดับเป็นธนาคารที่มีบทบาทสำคัญและสามารถแข่งขันได้ในระดับภูมิภาค และรองรับการเติบโตของลูกค้า ส่วนการจะก้าวไปถึงจุดนั้น อาจจะต้องขึ้นอยู่กับโมเดลธุรกิจของธนาคาร (Business Modal) ส่วนจะขยายในรูปแบบเพิ่มทุน หรือการควบรวมกิจการ (M&A) นั้น ธปท.เชื่อว่าทุกธนาคารจะก้าวด้วยความระมัดระวัง โดยที่ธปท.จะต้องไม่เป็นอุปสรรคในเรื่องของกฎกติกามากนัก

ลงวันที่ 25 มีนาคม 2559

ที่มา http://www.thansettakij.com/2016/03/25/39847  จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,142 วันที่ 24 – 26 มีนาคม พ.ศ. 2559


 
ข่าวและกิจกรรมอื่นๆ
 
ทองเปิดตลาดขึ้น 50 รูปพรรณ ขายบาทละ 19,700
ทองเปิดตลาดขึ้น 50 รูปพรรณ ขายบาทละ 19,700
ทองไทยเปิดตลาด ปรับขึ้น 50 บาท ทองแท่ง ซื้อบาทละ 19,200 ขายบาทละ 19,300 รูปพรรณ ซื้อบาทละ 18,919.68 ขายบาทละ 19,700 ขณะที่ทองนิวยอร์ก ปิดร่วง 1.5 ดอลลาร์ ที่ระดับ 1,113.7 ดอลลาร์/ออนซ์
 
 
 
ตลท. ขึ้นเครื่องหมาย H หลักทรัพย์ของ JAS และ DW ที่มี JAS เป็นหลักทรัพย์อ้างอิง
ตลท. ขึ้นเครื่องหมาย H หลักทรัพย์ของ JAS และ DW ที่มี JAS เป็นหลักทรัพย์อ้างอิง
ตลท. ขึ้นเครื่องหมาย H หลักทรัพย์ของ JAS และ DW ที่มี JAS เป็นหลักทรัพย์อ้างอิง และให้ JAS ชี้แจงผลกระทบจากการที่ JASMBB ไม่ดำเนินการเพื่อให้ได้รับใบอนุญาต